แค่นี้ก็เพียงพอ?

  ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาแมนเชสเตอร์ วิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสแปนิชมีการเสริมนักเตะเข้ามาสู่ถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น คือริยาด มาห์เรซ ตัวรุกทีมชาตแอลจีเรียของเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ค่าตัวในการย้ายทีมเป็นสถิติของสโมสร “เรือใบสีฟ้า” ด้วยค่าตัวถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และนั่นก็คือนักเตะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะทำการเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการยืนยันของเป็ป กวาดิโอล่าเอง ซึ่งอันที่จริงเขาต้องการนักเตะรายอื่นเข้ามาด้วย แต่นักเตะที่ถูกใจยอดกุนซือรายนี้กลับถูกจับจองย้ายไปทีมอื่นหมดแล้ว ทำให้เขายังคงอดทนรอในตลาดรอบต่อไป

ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในช่วงตลาดการซื้อขายหน้าหนาวเปิดทำการ แมนเชสเตอร์ ซิตี้เคยดำเนินการติดต่อขอซื้อตัวนักเตะในแดนกลางอย่างเฟร็ด กองกลางชาวบราซิเลี่ยนของชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ทีมดังในยูเครนมาร่วมทีม หลังประทับใจในฟอร์มการเล่นที่พวกเขาต้องเจอกับทีมแชมป์จากประเทศยูเครน ซึ่งพวกเขาเจรจามาตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ว่าไม่สามารถตกลงกันได้ และสุดท้ายก็เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองที่ปาดหน้าคว้าลายเซ็นต์ของกองกลางทีมชาติบราซิลไปครอง ด้วยค่าตัวเกือบ 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งกุนซือชาวสเปนมองว่าราคาสูงไป ทำให้พวกเขาถอนสมออกมาในที่สุด และหันไปล่าตัวจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีเชื้อสายบราซิเลี่ยนจากทางนาโปลีแทน ซึ่งพวกเขาก็เจรจาคืบหน้าไปมาก เนื่องจากพวกเขาเริ่มเจรจามาตั้งแต่ก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นซักพักด้วยซ้ำ และมีท่าทีว่าใกล้จะคว้าตัวมาร่วมทีมเต็มที และดาวเตะวัย 26 ปีก็ตอบตกลงกับทางเป็ป กวาดิโอล่าหลังจากมีการพูดคุยกันแล้วด้วย แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชลซีกำลังจะทำการแต่งตั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือที่คุมนาโปลีและปลุกปั้นเขามา ทำให้จอร์จินโญ่เปลี่ยนใจย้ายไปทำงานกับนายเก่าที่เชลซีแทน ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้พลาดนักเตะที่พวกเขาต้องการตัวถึง 2 ครั้ง 2 ครา และเหมือนว่าในตลาดนักเตะตอนนี้จะไม่มีนักเตะที่เป็ป กวาดิโอล่าต้องการตัวอยู่แล้วด้วย ทำให้เขาจะไม่ทำการเสริมกองกลางรายไหนเข้ามาสู่ทีมแล้ว และคงจะใช้อิลกาย กุนโดกัน หรือจอห์น สโตน เป็นตัวสแตนด์บายในกรณีที่แฟร์นานดินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมของทีมลงสนามไม่ได้ไปก่อน แล้วในซัมเมอร์หน้า หรือว่าช่วงตลาดซื้อขายในเดือนมกราคมค่อยมาว่ากันใหม่อีกครั้ง

เรียบเรียงโดย ufabet

ความซวยตกที่ราฮีม

  การมาของริยาด มาห์เรซ ตัวรุกทีมชาติแอลจีเรีย ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปคว้าตัวมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ราคาเป็นสถิติสโมสรที่ 60 ล้านปอนด์ ทำให้สะเทือนนักเตะในแนวรุกหลายๆ คนที่ไม่ได้มีตำแหน่งแน่นอนตายตัว โดยเฉพาะพวกตัวนักเตะริมเส้นทั้งหลาย ที่อาจจะต้องกลายเป็นตัวสำรองได้ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากการซื้อนักเตะที่เป็นสถิติสโมสรมาร่วมทีม ก็คงหวังจะให้มาเป็นตัวจริงในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมในฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน แต่ติดปัญหาตรงที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วแนวรุกของทีม “เรือใบสีฟ้า” ต่างโล้สำเภากันได้อย่างสนุกสนาน และค่อนข้างลงตัวกับจำนวนนาทีในการลงเล่นแล้ว จะมีแค่เพียงแบร์นาโด้ ซิลวา ตัวรุกทีมชาติโปรตุเกสที่ซื้อมาจากโมนาโก้เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ได้โอกาสลงสนามน้อยกว่าเพื่อน โดยจะได้ลงเพียงเกมในบอลถ้วยเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งเลรอย ซาเน่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และดาบิด ซิลบา ต่างได้ลงสนามพอๆ กัน แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้น่าจะต้องมีคนใดคนหนึ่งที่จะหลุดไปเป็นตัวสำรอง ซึ่งหากวัดเรื่องฝีเท้า และชื่อชั้นแล้ว ความซวยอาจจะต้องไปตกที่ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ดาวเตะดีกรีทีมชาติอังกฤษวัย 23 ปีที่พวกเขาไปซื้อมาจากลิเวอร์พูลในราคาเกือบ 50 ล้านปอนด์เมื่อ 3 ปีก่อน

ฤดูกาลที่แล้วคือฤดูกาลที่ราฮีม สเตอร์ลิ่งทำผลงานได้ดีที่สุดในอาชีพของเขาแล้ว และเหมือนมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดขึ้นมาอีกขั้นในยุคของเป็ป กวาดิโอล่านี้ โดยสามารถทำได้ถึง 23 ประตูในทุกรายการ ซึ่งในช่วงต้นฤดูกาลเขาสามารถเป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมหลายนัดด้วย หรือว่าเป็นแมตช์ วินเนอร์ของทีมนั่นเอง แต่พอไม่ได้อยู่ในการดูแลของกุนซือชาวสเปน แล้วต้องมาเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ดูเหมือนว่าเขาจะกลับไปเป็นราฮีมคนเดิมกับเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว คือการจบสกอร์ที่ไม่มีความเฉียบขาด รวมถึงการตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายก็ไม่ดีด้วย เหมือนอย่างเช่นในศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาไม่สามารถทำประตูให้ทีมชาติอังกฤษได้เลย ทั้งๆ ที่มีโอกาสทองถึงหลายครั้งด้วยกัน

ฤดูกาลที่จะถึงนี้โอกาสที่ราฮีม สเตอร์ลิ่งจะต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองก่อนถือว่ามีมากเลยทีเดียว แต่เขายังมีโอกาสที่ดีกว่าคู่แข่งคนอื่นในทีม เนื่องจากเขาสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุก รวมถึงตำแหน่งกองหน้าด้วย ทำให้โอกาสที่จะได้ลงสนามก็น่าจะมีอยู่บ้าง ทั้งในฐานะตัวจริง หรือแม้จะเป็นตัวสำรองก็ตาม

ความตกอับของนาสรี่

    ซาเมียร์ นาสรี่ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กชาวฝรั่งเศสถือว่าเคยเป็นนักเตะที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในสมัยที่รุ่งขึ้นมาใหม่ๆ กับโอลิมปิก มาร์กเซย ทีมในฝรั่งเศสที่ปลุกปั้นเขามา แต่พอปี 2008 เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมอาร์เซน่อลของอาร์เซน เวนเกอร์ ด้วยค่าตัวประมาณ 12 ล้านปอนด์ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นพึ่งต่อสัญญากับมาร์กเซยไปได้ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น แต่กลับมาเซ็นสัญญากับทีมดังจากกรุงลอนดอน 4 ปี และกลายเป็นตัวหลักในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมในการคุมทีมของกุนซือชาวฝรั่งเศสโดยตลอด จนกระทั่งฤดูกาลสุดท้ายของเขากับอาร์เซน่อลในฤดูกาล 2010-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาโดยสามารถช่วยทีมทำให้ถึง 15 ประตูในทุกรายการ แต่พอซัมเมอร์ถัดมาในเดือนมกราคมกลับตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมทุนหนาในช่วงเวลานั้น ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ ซึ่งในช่วงนั้นเขายังได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในยุคการคุมทีมของโรแบร์โต้ มานชินี่ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ในช่วง 2 ปีแรก และ 2 ฤดูกาลต่อมาในยุคของมานูเอล เปเญกรินี่ ดาวเตะชาวฝรั่งเศสก็ยังพอจะได้โอกาสลงสนามอยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวสำรองก็ตาม แต่หลังจากที่เขาย้ายมาอยู่ในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม เขาก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดเหมือนสมัยที่ค้าแข้งให้กับอาร์เซน่อลเลย และพอทีมเปลี่ยนกุนซือมาเป็นเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสแปนิช นาสรี่ก็แทบไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเลย จนทำให้ต้องถูกปล่อยให้เซบีญ่ายืมตัวในช่วงเดือนมกราคม 2017 ซึ่งก็เหมือนนาสรี่ก็ได้กลับมาลงเล่นอีกครั้ง ก็สามารถทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่งกับเซบีญ่า โดยได้ลงสนามไปถึง 30 นัด แต่พอถึงช่วงซัมเมอร์เซบีญ่าก็ไม่ได้ทำการซื้อขาดแต่อย่างใด ทำให้นาสรี่ต้องเคว้งคว้างอีกครั้ง และเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วก็ถูกขายไปให้กับอันตัลยาสปอร์ ทีมในตุรกีด้วยค่าตัวประมาณ 5 ล้านปอนด์ โดยเซ็นต์สัญญากัน 2 ปี

แต่หลังจากนั้นชีวิตการค้าแข้งของเขาก็ถึงจุดต่ำสุด เมื่อกองกลางวัย 31 ปีตัดสินใจยกเลิกสัญญากับต้นสังกัดในตุรกี หลังจากอยู่ช่วยทีมมาเพียง 5 เดือนเท่านั้น และพอถึงเดือนกุมภาพันธ์เขาก็ถูกสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือทางยูฟ่า สั่งแบนเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากเขาไม่ผ่านการตรวจสอบสารกระตุ้น จากการตรวจสอบตอนเดือนธันวาคม 2016 ซึ่งตอนแรกโทษแบนของเขาจะหมดลงในเร็วๆ นี้แล้ว แต่ทางยูฟ่าไม่ลดโทษการอุทธรณ์ของนาสรี่ ทำให้เขาต้องโดนแบนเพิ่มเป็น 18 เดือน ทำให้เขาต้องอดเล่นฟุตบอลไปอีกปีเศษๆ เลยทีเดียว

สุดท้ายก็ไม่รอด

  ดูเหมือนว่าจะได้โอกาสกลับมาอยู่กับทีมอีกครั้งในฤดูกาลนี้แล้วสำหรับโจ ฮาร์ต อดีตนายประตูมือ 1 ทีมชาติอังกฤษ ที่หลังจากทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้แต่งตั้งเป็ป กวาดิโอล่าเข้ามาคุมทีมในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมเขาก็ยังไม่เคยได้โอกาสอยู่ในทีมของกุนซือชาวสเปนเลย และถูกปล่อยยืมตัวไปทั้ง 2 ฤดูกาลที่อดีตกุนซือบาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิคคุมทีม โดยฤดูกาล 2016-2017 ถูกปล่อยไปให้กับโตริโน่ ทีมในอิตาลียืมตัวไปใช้งาน โดยเขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงถึง 36 นัดในลีก และฤดูกาลต่อมาก็ถูกปล่อยให้เวสต์แฮม ยูไนเต็ดยืมไปใช้งานอีก 1 ฤดูกาล ที่ได้เป็นตัวจริงกับเวสต์แฮมอยู่พักใหญ่ แต่ซักพักเขาก็เสียมือ 1 ให้กับอาเดรี้ยน ผู้รักษาประตูชาวสเปน ซึ่งทั้ง 2 ฤดูกาลที่ถูกยืมตัวไปใช้งาน นายประตูวัย 31 ปีก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มให้กลับมาเหนียวเหมือนเมื่อหลายปีก่อนอีกเลย แต่ก็ไม่ถึงกับแย่มากนัก และเขาน่าจะยังพอเป็นมือ 2 หรือมือ 3 ของทีม “เรือใบสีฟ้า” ได้ในฤดูกาลที่จะถึงนี้

แต่ดูเหมือนว่าเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสเปนจะไม่ค่อยชอบนายด่านชาวอังกฤษคนนี้เอาเสียเลย แม้แต่โอกาสในการเป็นมือ 3 ของทีมก็เหมือนจะไม่ได้ด้วยในฤดูกาลนี้ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่าสโมสรพร้อมจะขายขาดออกจากทีมทันที หากมีทีมไหนยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวเข้ามา 5 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วมีผู้รักษาประตูมือ 2 อยู่แล้วคือเคลาดิโอ บราโว่ นายประตูทีมชาติชิลีที่เขาไปซื้อมาจากบาร์เซโลน่าเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้ว ทำให้หากโจ ฮาร์ตจะอยู่กับทีมสีฟ้าในเมืองแมนเชสเตอร์ต่อไป ก็คงจะต้องเป็นมือ 3 ของทีมเลยทีเดียว และโอกาสลงสนามในฤดูกาลนี้ก็คงจะแทบเป็นศูนย์ทันที เพราะเต็มที่โอกาสลงสนามในบอลถ้วยก็คงตกลงมาถึงแค่มือ 2 ย่างเคลาดิโอ บราโว่เท่านั้น

สิ่งสำคัญสำหรับสเป็คในตำแหน่งผู้รักษาประตูของเป็ป กวาดิโอล่าก็คือเขาชอบผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นได้ดี และอ่านเกมได้ขาด เพื่อช่วยกองหลังในจังหวะที่โดนฝ่ายตรงข้ามโยนบอลข้ามหัวมา คือต้องมีสกิลในการเป็นสวีเปอร์ตัวสุดท้ายด้วยนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอแดร์ซอน และเคลาดิโอ บราโว่มีทั้ง 2 คน หรือแม้แต่มานูเอล นอยเออร์ในตอนที่เขาคุมบาเยิร์น มิวนิค ก็เป็นผู้รักษาประตูแนวนี้ แต่ทางโจ ฮาร์ตนั้นเป็นผู้รักษาประตูที่จะยืนอยู่บนเส้นประตูเสียส่วนใหญ่

บ๊ายบาย “ม็องกาล่า”

  การที่สโมสรมีมหาเศรษฐีเป็นเจ้าของ ก็ทำให้สามารถซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมได้อย่างมากมาย และทำให้ประสิทธิภาพในการซื้อนักเตะก็อาจจะลดลงไปด้วย อย่างเช่นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ก่อนเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสเปนจะเข้ามาทำงานในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขาก็ซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมแบบสะเปะสะปะหลายราย ทำให้เสียเงินเปล่าไปเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็คือเอเลียควิม ม็องกาล่า ปราการหหลังเชื้อสายฝรั่งเศสที่ไปทุ่มซื้อมาจากเอฟซี ปอร์โต้เมื่อกลางปี 2014 ด้วยค่าตัวถึง 31.8 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งตอนนั้นอยู่ในยุคของมานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือชาวชิลีที่เป็นคนไปซื้อตัวมา ซึ่งกุนซือวัย 64 ปีก็ใช้เวลาขุนอยู่ 2 ปี โดยให้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ผลงานก็ไม่ค่อยดี ทำให้ทีม “เรือใบสีฟ้า” ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในช่วง 2 ฤดูกาลนั้น และทำให้เปเยกรินี่โดนปลดออกจากตำแหน่งในที่สุด และจึงไปดึงเป็ป กวาดิโอล่า ยอดกุนซือชาวสเปนที่ตัดสินใจออกจากบาเยิร์น มิวนิคมาพอดี และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของปราการหลังร่างสูง เมื่อเขาไม่อยู่ในแผนการทำทีมของอดีตกุนซือของบาร์เซโลน่า ทำให้เขาต้องถูกปล่อยไปให้กับบาเลนเซีย ทีมดังจากลา ลีก้า สเปนยืมตัวไปใช้งาน

ซึ่งผลงานกับบาเลนเซียของกองหลังวัย 27 ปีในตอนนี้ก็ทำได้ดี และเป็นตัวหลักของทีมตลอดฤดูกาล และคิดว่าจะได้กลับมาเป็นทางเลือกในแนวรับของเป็ป กวาดิโอล่าอีกครั้ง แต่ซัมเมอร์ที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้จัดซื้อกองหลังมาร่วมทีมแทบทั้งแผง ซึ่งเปลี่ยนกองหลังใหม่ทั้งชุด รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย ทำให้เขาก็กลายเป็นตัวสำรองโดยถาวร และได้ลงเพียง 9 นัดเท่านั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ช่วงเดือนมกราคมต้องดิ้นรนไปหาทีมใหม่ โดยเป็นเอฟเวอร์ตันที่ยืมตัวไปใช้งานในช่วงที่เหลือของฤดูกาล แต่ก็ต้องโชคร้ายที่ลงสนามได้เพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น ก็ดันเจ็บหนักจนต้องพักทั้งฤดูกาล

ช่วยพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ก็ไม่มีชื่อเขาในการเข้าแคมป์กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ตามเดิม ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะยังไม่หายเจ็บ หรืออาจจะไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือวัย 47 ปีแล้วก็ได้ ซึ่งสัญญาของเขาเหลือกับทีม “เรือใบสีฟ้า” ในปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้ว หากเขาย้ายออกจากทีมไปในช่วงนี้ อาจจะทำให้เขาไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลนี้

 

“เรือใบ” ก็เคยโดน

            ประเด็นข่าวใหญ่ในแวดวงฟุตบอลในช่วงนี้ก็คือการที่บาร์เซโลน่าปาดหน้าคว้าตัวมัลค่อม ปีกดาวรุ่งชาวบราซิเลี่ยนของบอร์กโดซ์มาร่วมทีม โดยตัดหน้าโรม่า ทีมดังในกัลโช่ เซเรีย อามาได้สำเร็จ จนมีเรื่องราวตามมาว่าทางโรม่าจะไปฟ้องร้องบาร์เซโลน่าที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จนมีข่าวว่าประธานสโมสรของบาร์เซโลน่าต้องติดต่อไปขอโทษขอโพยทางโรม่าเลยทีเดียว แต่เอาเข้าจริงการซื้อขายแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาในวงการฟุตบอล ถึงแม้ว่ามันอาจจะเสียมารยาทไปบ้างก็ตาม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็พึ่งโดนเชซีปาดหน้าคว้าจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีจากนาโปลีไป ซึ่งก็ถือว่าแสบพอกัน เนื่องจากทีม “เรือใบสีฟ้า” ก็ติดต่อซื้อตัวมาเป็นเดือน แต่เชลซีใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์เท่านั้น กับฉกตัวไปยังสแตนฟอร์ด บริดจ์ได้สำเร็จอย่างหน้าตาเฉย แต่ในเคสของจอร์จินโญ่ เหมือนว่าทางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ยอมที่จะยื่นข้อเสนอให้เท่ากับที่ออเลริโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรของนาโปลีต้องการด้วย ทำให้ต้องใช้เวลายืดเยื้อมาจนเชลซีแต่งตั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ มาคุมทีม ทำให้ตัวนักเตะเปลี่ยนใจไปค้าแข้งในกรุงลอนดอนทันที ถึงแม้ว่าตอนแรกจะได้พูดคุย และพอใจกับแผนงานของเป็ป กวาดิโอล่าที่จะใช้งานเขาหากย้ายมาค้าแข้งในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมก็ตาม แต่ด้วยการที่เชลซีมีเจ้านายเก่าอย่างซาร์รี่มาคุมทีม ทำให้เขาตัดสินใจได้โดยทันทีว่าจะตามกุนซือวัย 59 ปีไปด้วย เนื่องจากก็เพราะซาร์รี่นี่เองที่ทำให้เขามีผลงานที่โดดเด่นกับนาโปลี และรู้วิธีการใช้งานเขาดี และที่สำคัญคือการได้เป็นตัวจริงอย่างแน่นอน ซึ่งหากย้ายมาอยู่กับซิตี้ก็ยังไม่แน่ว่าเขาจะได้ลงสนามเป็นตัวจริง

เคสการปาดหน้าเค๊กแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่มันเกิดเคสแบบนี้มานานแล้ว อยู่ที่ว่าจะเป็นดีลแบบบิ๊กเนม หรือจะเป็นนักเตะโนเนมเท่านั้น อย่างเคสในตำนานของจอห์น โอบี มิเกล ที่สวมเสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว แต่สุดท้ายไปเซ็นต์สัญญากับเชลซีก็เป็นลักษณะปาดหน้าแบบนี้             ซัมเมอร์นี้อาจจะไม่ได้มีกรณีแบบนี้แค่ครั้งเดียว แต่อาจจะมีเคสแบบนี้อีกหลายรอบด้วย เพราะตลาดซื้อขายนักเตะกำลังร้อนระอุ และเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับทีมจากอังกฤษ ที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดก่อนใครเพื่อนในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ แต่ส่วนลีกอื่นๆ ยังซื้อขายได้ตามปกติ และจะไปปิดตลาดอีกทีในช่วงปลายเดือนสิงหาคมตามเดิม

 

ความยืดหยุ่นของ “เรือใบ”

            “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของกุนซือเป็ป กวาดิโอล่า สร้างทีมมาจากการใช้เงินสร้างแนวรับขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยมีการซื้อตัวรุกเข้ามาเสริมทีมและผสมกับนักเตะเก่าที่มีอยู่ ทำให้ตอนนี้ถือเป็นทีมที่มีนักเตะในทีมชุดใหญ่มากมายหลายคน ซึ่งแต่ละคนถือว่ามีฝีเท้าที่ใกล้เคียงและไม่ต่างกันมากนัก ทำให้ระบบทีมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้มีความยืดหยุ่นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถจัดตัวผู้เล่น 11 นักเตะแบ่งได้เป็น 2 ทีมเลยทีเดียว หากไม่มีการขายนักเตะที่ไม่ใช้งานออกจากทีมไปก่อน เพราะบรรดานักเตะที่ผู้จัดการทีมชาวสแปนิชไม่ค่อยได้ใช้งาน ทางสโมสรก็ยังไม่มีการออกจากทีมไป และยังพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยแบบไม่ได้ผลตอบแทนอีกด้วย

การที่ทีมมีขนาดใหญ่ ทำให้พวกเขาสามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงสนามได้อย่างไม่ติดขัดในเรื่องของคุณภาพนักเตะ โดย Dept Chart ของพวกเขาถือว่าดีที่สุดทีมหนึ่งของยุโรปเลยก็ว่าได้ โดยผู้รักษาประตูของทีมมีเอแดร์ซอนเป็นมือ 1 และเคลาดิโอ บราโว่ เป็นมือ 2 ส่วนแบ็คขวามีไคลย์ วอร์คเกอร์ เป็นตัวจริง และมีดานิโล่เป็นตัวสำรอง แบ็คซ้ายเป็นแบ็งจาแม็ง เมนดี้ และฟาเบียน เดลป์ คู่ปราการหลังตัวจริงเป็นนิโคลัส โอตาเมนดี้ กับจอห์น สโตน ส่วนตัวสำรองเป็นแว็งซ็องต์ กอมปานี และอัลเมริค ลาปอร์เต้

ตำแหน่งกองกลางและกองหน้าพวกเขายิ่งหมุนเวียนกันง่ายขึ้น เพราะนักเตะสามารถหมุนเวียนเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก ทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นมาก โดยกองกลางตัวมีแฟร์นานดินโญ่ เป็นตัวจริง และอิลกาย กุนโดกันเป็นสำรอง ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ในแนวรุก อดีตกุนซือของบาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค สามารถจัดนักเตะสลับกันลงสนามได้ทั้งหมดในการเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก และปีกสองฝั่ง ทั้งเลรอย ซาเน่ เควิน เดอ บรอยน์ ดาวิด ซิลบา ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ริยาด มาห์เรซ แบร์นาโด้ ซิลวา สามารถจัดสรรเล่นด้วยกันได้หมด ส่วนกองหน้าตัวเป้ามีทั้งเซร์คิโอ อเกวโร่ และกาเบรี้ยล เฆซุส ที่สลับกันลงสนามเป็นตัวจริงอยู่แล้วเมื่อฤดูกาลก่อน ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ ทำให้กุนซืออย่างเป็ป กวาดิโอล่า สามารถจัดตัวลงสนามได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ 3-5-2 หรือ 4-2-3-1 หรือจะ 4-3-3 ก็ตาม เพื่อให้เหมาะกับคู่แข่งที่พวกเขาต้องเจอ จนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ทำลายสถิติของศึกพรีเมียร์ลีกมากมาย ทั้งคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำประตูมากสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก