“เรือใบ” ก็เคยโดน

            ประเด็นข่าวใหญ่ในแวดวงฟุตบอลในช่วงนี้ก็คือการที่บาร์เซโลน่าปาดหน้าคว้าตัวมัลค่อม ปีกดาวรุ่งชาวบราซิเลี่ยนของบอร์กโดซ์มาร่วมทีม โดยตัดหน้าโรม่า ทีมดังในกัลโช่ เซเรีย อามาได้สำเร็จ จนมีเรื่องราวตามมาว่าทางโรม่าจะไปฟ้องร้องบาร์เซโลน่าที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จนมีข่าวว่าประธานสโมสรของบาร์เซโลน่าต้องติดต่อไปขอโทษขอโพยทางโรม่าเลยทีเดียว แต่เอาเข้าจริงการซื้อขายแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาในวงการฟุตบอล ถึงแม้ว่ามันอาจจะเสียมารยาทไปบ้างก็ตาม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็พึ่งโดนเชซีปาดหน้าคว้าจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีจากนาโปลีไป ซึ่งก็ถือว่าแสบพอกัน เนื่องจากทีม “เรือใบสีฟ้า” ก็ติดต่อซื้อตัวมาเป็นเดือน แต่เชลซีใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์เท่านั้น กับฉกตัวไปยังสแตนฟอร์ด บริดจ์ได้สำเร็จอย่างหน้าตาเฉย แต่ในเคสของจอร์จินโญ่ เหมือนว่าทางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ยอมที่จะยื่นข้อเสนอให้เท่ากับที่ออเลริโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรของนาโปลีต้องการด้วย ทำให้ต้องใช้เวลายืดเยื้อมาจนเชลซีแต่งตั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ มาคุมทีม ทำให้ตัวนักเตะเปลี่ยนใจไปค้าแข้งในกรุงลอนดอนทันที ถึงแม้ว่าตอนแรกจะได้พูดคุย และพอใจกับแผนงานของเป็ป กวาดิโอล่าที่จะใช้งานเขาหากย้ายมาค้าแข้งในถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยมก็ตาม แต่ด้วยการที่เชลซีมีเจ้านายเก่าอย่างซาร์รี่มาคุมทีม ทำให้เขาตัดสินใจได้โดยทันทีว่าจะตามกุนซือวัย 59 ปีไปด้วย เนื่องจากก็เพราะซาร์รี่นี่เองที่ทำให้เขามีผลงานที่โดดเด่นกับนาโปลี และรู้วิธีการใช้งานเขาดี และที่สำคัญคือการได้เป็นตัวจริงอย่างแน่นอน ซึ่งหากย้ายมาอยู่กับซิตี้ก็ยังไม่แน่ว่าเขาจะได้ลงสนามเป็นตัวจริง

เคสการปาดหน้าเค๊กแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่มันเกิดเคสแบบนี้มานานแล้ว อยู่ที่ว่าจะเป็นดีลแบบบิ๊กเนม หรือจะเป็นนักเตะโนเนมเท่านั้น อย่างเคสในตำนานของจอห์น โอบี มิเกล ที่สวมเสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว แต่สุดท้ายไปเซ็นต์สัญญากับเชลซีก็เป็นลักษณะปาดหน้าแบบนี้             ซัมเมอร์นี้อาจจะไม่ได้มีกรณีแบบนี้แค่ครั้งเดียว แต่อาจจะมีเคสแบบนี้อีกหลายรอบด้วย เพราะตลาดซื้อขายนักเตะกำลังร้อนระอุ และเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับทีมจากอังกฤษ ที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดก่อนใครเพื่อนในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ แต่ส่วนลีกอื่นๆ ยังซื้อขายได้ตามปกติ และจะไปปิดตลาดอีกทีในช่วงปลายเดือนสิงหาคมตามเดิม

 

ความยืดหยุ่นของ “เรือใบ”

            “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของกุนซือเป็ป กวาดิโอล่า สร้างทีมมาจากการใช้เงินสร้างแนวรับขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยมีการซื้อตัวรุกเข้ามาเสริมทีมและผสมกับนักเตะเก่าที่มีอยู่ ทำให้ตอนนี้ถือเป็นทีมที่มีนักเตะในทีมชุดใหญ่มากมายหลายคน ซึ่งแต่ละคนถือว่ามีฝีเท้าที่ใกล้เคียงและไม่ต่างกันมากนัก ทำให้ระบบทีมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้มีความยืดหยุ่นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถจัดตัวผู้เล่น 11 นักเตะแบ่งได้เป็น 2 ทีมเลยทีเดียว หากไม่มีการขายนักเตะที่ไม่ใช้งานออกจากทีมไปก่อน เพราะบรรดานักเตะที่ผู้จัดการทีมชาวสแปนิชไม่ค่อยได้ใช้งาน ทางสโมสรก็ยังไม่มีการออกจากทีมไป และยังพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยแบบไม่ได้ผลตอบแทนอีกด้วย

การที่ทีมมีขนาดใหญ่ ทำให้พวกเขาสามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงสนามได้อย่างไม่ติดขัดในเรื่องของคุณภาพนักเตะ โดย Dept Chart ของพวกเขาถือว่าดีที่สุดทีมหนึ่งของยุโรปเลยก็ว่าได้ โดยผู้รักษาประตูของทีมมีเอแดร์ซอนเป็นมือ 1 และเคลาดิโอ บราโว่ เป็นมือ 2 ส่วนแบ็คขวามีไคลย์ วอร์คเกอร์ เป็นตัวจริง และมีดานิโล่เป็นตัวสำรอง แบ็คซ้ายเป็นแบ็งจาแม็ง เมนดี้ และฟาเบียน เดลป์ คู่ปราการหลังตัวจริงเป็นนิโคลัส โอตาเมนดี้ กับจอห์น สโตน ส่วนตัวสำรองเป็นแว็งซ็องต์ กอมปานี และอัลเมริค ลาปอร์เต้

ตำแหน่งกองกลางและกองหน้าพวกเขายิ่งหมุนเวียนกันง่ายขึ้น เพราะนักเตะสามารถหมุนเวียนเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก ทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นมาก โดยกองกลางตัวมีแฟร์นานดินโญ่ เป็นตัวจริง และอิลกาย กุนโดกันเป็นสำรอง ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ในแนวรุก อดีตกุนซือของบาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค สามารถจัดนักเตะสลับกันลงสนามได้ทั้งหมดในการเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก และปีกสองฝั่ง ทั้งเลรอย ซาเน่ เควิน เดอ บรอยน์ ดาวิด ซิลบา ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ริยาด มาห์เรซ แบร์นาโด้ ซิลวา สามารถจัดสรรเล่นด้วยกันได้หมด ส่วนกองหน้าตัวเป้ามีทั้งเซร์คิโอ อเกวโร่ และกาเบรี้ยล เฆซุส ที่สลับกันลงสนามเป็นตัวจริงอยู่แล้วเมื่อฤดูกาลก่อน ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ ทำให้กุนซืออย่างเป็ป กวาดิโอล่า สามารถจัดตัวลงสนามได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ 3-5-2 หรือ 4-2-3-1 หรือจะ 4-3-3 ก็ตาม เพื่อให้เหมาะกับคู่แข่งที่พวกเขาต้องเจอ จนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ทำลายสถิติของศึกพรีเมียร์ลีกมากมาย ทั้งคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำประตูมากสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก